Money and Man

Money and Man

วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

แบบประเมินระดับความเสี่ยงในการลงทุนที่เหมาะสม (Suitability Test)

การทำแบบประเมินระดับความเสี่ยงฉบับนี้ เพื่อให้ท่านทราบระดับความเสี่ยงการลงทุนที่เหมาะสมกับตัวท่านเอง โดยท่านจะต้องตอบคำถามโดยเลือกคำตอบที่เข้ากับสถานการณ์การลงทุนและข้อมูลของท่านให้มากที่สุด จดคำตอบของท่านไว้ เพื่อรวมคะแนนในขั้นตอนถัดไป

1.มูลค่าเงินออมและหลักทรัพย์ทั้งหมดที่ท่านมีไว้เพื่อลงทุน

(1) ต่ำกว่า 1 ล้านบาท      (2) 1 - 3 ล้านบาท     (3) สูงกว่า 3 ล้านบาท

2.สัดส่วนเงินออมและหลักทรัพย์ที่มีไว้เพื่อลงทุน (ตามข้อ 1) เมื่อเทียบกับทรัพย์สินทั้งหมดของท่าน

(1) มากกว่าร้อยละ 60      (2) ร้อยละ 30-60       (3) ร้อยละ 10-30      (4) ต่ำกว่าร้อยละ 10

3.ประสบการณ์การลงทุนในหลักทรัพย์ของท่าน (หลักทรัพย์หมายถึง พันธบัตรรัฐบาล ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้หุ้น กองทุนรวม หรือ ตราสารอนุพันธ์)

(1) ยังไม่มีประสบการณ์   (2) น้อยกว่า 1 ปี         (3) 1-5 ปี                 (4) มากกว่า 5 ปี

4.ท่านต้องการรายได้จากเงินลงทุนในส่วนนี้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำหรือไม่

(1) ต้องการมาก               (2) ต้องการเล็กน้อย   (3) ไม่ต้องการเพราะมีรายได้ประจำอยู่แล้ว

5.ระยะเวลาที่ท่านคาดว่าจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนในส่วนนี้

(1) น้อยกว่า 1 ปี               (2) 1-3 ปี                    (3) 3-7 ปี                  (4) มากกว่า 7 ปี

6.ท่านรู้จักตราสารเกี่ยวกับการลงทุนอะไรบ้าง

(1) เงินฝากธนาคาร
(2) เงินฝาก พันธบัตร ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ กองทุนรวม
(3) เงินฝาก พันธบัตร ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ กองทุนรวม + หุ้นสามัญ
(4) เงินฝาก พันธบัตร ตั๋วแลกเงิน หุ้นกู้ กองทุนรวม หุ้นสามัญ + ทองคำ น้ำมัน อนุพันธ์

7.ความเสี่ยงของการลงทุนที่ท่านยอมรับได้

(1) รับความเสี่ยงไม่ได้ ต้องการการลงทุนที่ปลอดภัย สร้างรายได้ประจำ แม้ผลตอบแทนจะต่ำลง
(2) รับความเสี่ยงได้พอควร เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้นในระยะยาว
(3) รับความเสี่ยงได้สูง เพื่อเพิ่มโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าในระยะยาว
(4) รับความเสี่ยงได้สูงมาก เพื่อสร้างโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด

8.ท่านคิดว่าท่านจะยอมรับผลขาดทุนจากการลงทุนในเงินลงทุนได้มากเพียงใด

(1) ต่ำกว่า 10%                (2) ร้อยละ 10-20           (3) ร้อยละ 20-50      (4) มากกว่า 50%

คำถามทั้งหมดมี 8 ข้อ ในแต่ละข้อ หากท่านตอบข้อ 1 จะได้ 1 คะแนน หากท่านตอบข้อ 2 จะได้ 2 คะแนน ข้อสามได้ 3 คะแนน ข้อสี่ได้ 4 คะแนน นำคะแนนทั้งหมดมารวมกันแล้วดูระดับความเสี่ยงและผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เหมาะกับตัวท่านได้เลย (ในตอนต่อไปนะ)

คริคริ



วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2559

การประยุกต์ใช้ความสามารถทางการเงินเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์

จากทฤษฎีความต้องการตามลำดับขั้นของมาสโลว์ เราจะเห็นได้ว่า "เงิน" มีบทบาทที่สำคัญหลายประการในการตอบสนองความต้องการของมนุษย์

ในลำดับแรก เงินมีความสำคัญในการซื้อหาปัจจัยสี่ที่ดีเพื่อการดำรงชีวิต

เราต้องการเงิน เพื่อการมีบ้านหรือที่อยู่อาศัยที่สะอาด ปลอดภัย มั่นคงถาวร เพื่อการพักผ่อนที่ดีมีคุณภาพ ต้องการเงินเพื่อหาซื้ออาหาร น้ำดื่ม เครื่องนุ่งห่ม และการรักษาโรค เพื่อความอยู่รอดปลอดภัยของตนเอง และสมาชิกในครอบครัว

เงินมีความจำเป็นมากขึ้นในปัจจุบัน เพื่อซื้อหาในสิ่งที่เราไม่สามารถผลิตเองในครัวเรือนของเราได้ ในปัจจุบัน การผลิตทุกอย่างเพื่อใช้เองในครัวเรือน ถูกทดแทนด้วยการผลิตในเชิงอุตสาหกรรม เงินจึงถูกใช้เพื่อเป็นตัวกลางในการกระจายปัจจัยสี่ และสินค้าทั้งหลายไปสู่ครัวเรือนต่างๆ การมีเงินออมที่มากขึ้น ก็ย่อมที่จะเพิ่มความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย ในการดำรงชีวิตที่มากขึ้น

จะเห็นได้ว่า เงินมีความจำเป็นมาก ในการตอบสนองความต้องการในขั้นที่หนึ่งและสองของมนุษย์

ความต้องการในขั้นถัดมา คือความต้องการให้คนอื่นมารัก และถูกเป็นเจ้าของโดยผู้อื่น ในขั้นนี้ เงินเริ่มมีบทบาทที่น้อยลง กลายเป็น "ความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล" เข้ามาทดแทนมากขึ้น เราคงเคยพบบุคคลที่ใช้เงินซื้อสิ่งต่างๆมาให้บุคคลอันเป็นที่รักและเขาอยากให้ถูกรัก เมื่อบุคคลที่รักคนนั้น ได้เงินไปตอบสนองความต้องการในสองขั้นแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ความต้องการในขั้นที่สาม ซึ่งอาศัยทักาะในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี จะเข้ามาแทนที่ ดังนั้น คนที่มีแค่เงินมากเพียงอย่างเดียว จะประสบความสัมเร็จในด้านความรักเพียงชั่วคราว เมื่อความต้องการในเบื้องต้นได้ถูกเติมเต็มแล้ว และความต้องการในด้านที่สูงขึ้น เช่นการแสดงความรักต่อกัน (ความต้องการในขั้นที่สาม) การเคารพนับถือซึ่งกันและกัน (ความต้องการในขั้นที่สี่) ไม่ได้รับการตอบสนอง ความสัมพันธ์ระหว่างกัน หรือความรัก ก็ไม่อาจดำเนินต่อกันไปได้

นอกจากเงินทองแล้ว การที่มนุษย์จะสามารถตอบสนองความต้องการของตนเองในขั้นที่สูงขึ้นไปได้ จำเป็นต้องอาศัยสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากปัจจัยทางวัตถุ นั่นคือ ความสามารถและทักษะในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น (ความต้องการในขั้นที่สาม) และความเคารพในตนเองและผู้อื่น (ความต้องการในขั้นที่สี่)

การที่จะได้รับความเคารพจากผู้อื่นนั้น (ความต้องการในขั้นที่สี่) ไม่จำเป็นที่เราจะต้องมีชื่อเสียงใหญ่โต ยศสูง เงินทองทรัพย์สินจำนวนมาก เพียงแต่เราให้ความเคารพบุคคลอื่น บุคคลนั้นก็จะให้ความเคารพเราเอง

มนุษย์เรานั้นปฏิบัติต่อกันตามสิ่งที่เขาได้รับ ไม่ใช่สิ่งที่บุคคลอื่นมี ดังนั้น การได้รับความเคารพอย่างสูงในสังคม จะเกิดขึ้นเองเมื่อเราเคารพคนในสังคมนั้น และเป็นผู้สร้างประโยชน์ให้แก่สังคมนั้น

ประการสุดท้าย มนุษย์ทุกคนปรารถนาที่จะมีชื่อเสียงที่ดี ได้รับการเคารพจากคนในสังคมในวงกว้าง ด้วยการแสดงศักยภาพที่ตนเองมี ให้ปรากฏแก่คนทั่วไป

ศักยภาพนั้น จะต้องเป็นศักยภาพในตนเอง ของตนเอง ที่ตนนั้นคิดขึ้นเอง ไม่สามารถตอบสนองได้ด้วยการเลียนแบบผู้อื่น หรือถ่ายทอดมาจากผู้อื่นได้

ความต้องการในขั้นสุดท้ายของมนุษย์ จะต้องเกิดจากความรู้ภายในตนเอง การพัฒนาตนเอง การสะสมประสบการณ์ และการพัฒนาปรับปรุงสิ่งต่างๆ ตามแบบที่บุคคลผู้นั้นได้คิดประดิษฐ์ขึ้น จนได้รับการยอมรับถึงสิ่งนั้นและความสามารถนั้น

ในขั้นสุดท้าย ทักษะในการเรียนรู้ สะสมประสบการณ์ การแก้ไขปรับปรุง และการเผยแพร่สู่บุคคลภายนอก เป็นปัจจัยสำคัญในการบรรลุความต้องการ โดยเงิน มีส่วนเพียงให้กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นได้โดยไม่มีอุปสรรค แต่สิ่งเหล่านี้ เงินเพียงปัจจัยเดียว ไม่สามารถใช้สร้างการเป็นที่ประจักษ์แก่สังคมขึ้นมาได้แต่อย่างใด

ทฤษฎีความต้องการของมนุษย์ของมาสโลว์ (Maslow's hierarchy of needs)

ความต้องการของมนุษย์มีมากมายหลายด้าน และมนุษย์อยากให้ความต้องการของตนเองได้รับการตอบสนอง มาสโลว์ (1) เป็นนักจิตวิทยาที่ได้ทำการศึกษาเรื่องความต้องการของมนุษย์ และได้อธิบายออกมาเป็นทฤษฎีของเขาที่เรียกว่า ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ โดยเขาพบว่า ในบรรดาความต้องการทั้งหลายของมนุษย์นั้น แบ่งหมวดหมู่ออกได้เป็น 5 กลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีความต้องการเป็นลำดับขั้น เริ่มจาก

1.ความต้องการทางด้านสรีรวิทยาเพื่อความอยู่รอดของชีวิต (Basic Physiological Need) 

คือความต้องการปัจจัยทางชีวภาพ เพื่อความอยู่รอดของชีวิต หากเราขาดสิ่งเหล่านี้ เราจะไม่สามารถมีชีวิตอยู่รอดได้ เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์ที่ขาดสิ่งเหล่านี้ ร่างกายก็จะกระตุ้นระบบการเอาชีวิตรอดให้เราเสาะหาสิ่งเหล่านี้มาเติมให้เติม เป็นเบื้องต้น ความต้องการเหล่านี้ได้แก่ อากาศ (หรืออ๊อกซิเจน) น้ำ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม (เพื่อรักษาอุณหภูมิร่างกายให้คงที่) การพักผ่อน การขับถ่ายของเสีย

ความต้องการเหล่านี้ มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่เท่ากัน เช่น อากาศหายใจมีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าน้ำ น้ำมีความจำเป็นเร่งด่วนมากกว่าอาหาร การพักผ่อนเราก็สามารถเลื่อนออกไปได้ถ้าจำเป็น แต่ไม่สามารถทำได้ตลอดไป

2.ความต้องการสภาวะแวดล้อมภายนอกที่ไม่มีภัยคุกคาม (Safety Need) 

เมื่อความต้องการในขั้นแรกได้รับการเติมเต็มแล้ว และไม่มีปัญหาใดๆเกิดขึ้น เราก็จะมองหาความปลอดภัยในขั้นที่สอง ก็คือ สภาพแวดล้อมที่ปราศจากภัยคุกคาม (เพื่อให้แน่ใจได้ว่าความต้องการในขั้นแรก จะมีอยู่อย่างเพียงพอ) หากสถานที่ใดหรือสภาวะการณ์ใด ที่อาจทำให้ในปัจจุบันหรือในอนาคต มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายแก่กายเรา เราก็จะหลีกเลี่ยง หนี และพยายามค้นหาสถานที่หรือสถานการณ์ที่ปลอดภัยให้กับตนเอง

3.ความต้องการความรักและความต้องการถูกเป็นเจ้าของ (Love and Belonging Need) 

ในสองปัจจัยแรก เป็นความต้องการเพื่อการเอาชีวิตรอดในส่วนบุคคล หลังจากที่เราเห็นว่าชีวิตรอดและปลอดภัยดีแล้ว มนุษย์เราซึ่งเป็นสัตว์สังคม และอยากให้สังคมยอมรับเราเข้าไปในกลุ่ม การเข้ารวมกลุ่ม มีความสำคัญทั้งเพื่อการตอบสนองความพอใจส่วนบุคคล โอกาสในการสืบเผ่าพันธ์ และการปกป้องคุ้มกันภัยภายนอกโดยกลุ่ม โดยกลุ่มสังคมขั้นต้น คือการยอมรับกันในครอบครัวของตนเองที่มีการสืบสายโลหิตร่วมกัน ไปสู่กลุ่มภายนอก ที่ค่อยๆมีความแตกต่างทางพันธุกรรมที่มากขึ้น

4.ความต้องการศักดิ์ศรีในตนเอง (Self-esteem Need) 

คือความต้องการที่สืบเนื่องมาจากความต้องการในขั้นที่สาม เมื่อได้รับการยอมรับให้ร่วมอยู่ในกลุ่มแล้ว ก็ต้องพยายามแสดงฝีมือ หรือความสามารถ ให้ได้รับการยอมรับในระดับที่สูงขึ้น เป็นขั้นๆขึ้นไป เช่น การได้รับการขึ้นเงินเดือน การเลื่อนยศตำแหน่งให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดการยอมรับจากสังคม และการยอมรับในตนเองที่มากขึ้น เป็นลำดับๆไป

5.ความต้องการแสดงความสามารถของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ (Self-actualization) 

เป็นความต้องการในขั้นสุดท้าย เพื่อฝากผลงานหรือบางสิ่งที่บุคคลผู้นั้น สามารถจะกระทำได้ ให้เป็นที่ประจักษ์ ยอมรับกันในวงกว้าง เพื่อแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนๆนั้นต่อส่วนรวม และก่อให้เกิดความภาคภูมิใจของตนเองที่สามารถกระทำสิ่งนั้นได้

วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

GDP คืออะไร

GDP คืออะไร

GDP เป็นตัวย่อของคำว่า Gross Domestic Product ซึ่งหมายถึง "มูลค่า" ของสินค้าและบริการ "ขั้นสุดท้าย" ที่ "ผลิต" ขึ้น ในช่วงเวลาที่กำหนด (1ปี)

รัฐบาล และ ภาคการเงิน จะให้ความสำคัญต่อตัวเลขนี้มาก เพราะข้อมูลนี้ จะนำไปสู่การกำหนดนโยบายแก่หน่วยปฏิบัติที่อยู่ในส่วนล่าง (Top Down decision) ในขณะที่หน่วยผลิตซึ่งใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากกว่า อาจจะขอข้อมูลทางตรงจากผู้บริโภคได้ และอาจจะต้องใช้ชุดข้อมูลที่ต่างจากรัฐบาลและสถาบันการเงินในการตัดสินใจ มากกว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจหรือ GDP

GDP วัดมูลค่าจากส่วนใดมารวมกันบ้าง?

1.การบริโภคภาคเอกชน (ครัวเรือน)
2.การลงทุนภาคเอกชน (การบริโภคของผู้ผลิต)
3.การใช้จ่ายของภาครัฐ (การลงทุนของรัฐ)
4.การส่งออก - การนำเข้า (การบริโภคโดยผู้อื่น)

GDP = C + I + G + (X - M)
C = domestic Consumption
 I = Invest by private sector
G = Government spending
X-M = Export - Import

GDP ไม่ได้นับรวมอะไรบ้าง?

1.การผลิตเพื่อบริโภคเอง (เช่นปลูกผักกินเอง)
2.เงินโอน (เช่น การโอนเงินระหว่างบัญชี, เงินในบัญชี)
3.สินค้าขั้นกลาง (intermediate goods) เช่น ชิ้นส่วนยานยนต์
4.การซื้อขายสินค้ามือสอง (เช่น รถยนต์ บ้าน)

GDP วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจว่าหมุนเวียนดีหรือไม่ วัดการใช้จ่าย วัดขนาดทางเศรษฐกิจ ในภาพรวม แต่เราต้องดูภาพย่อยในแต่ละบริษัทหรืออุตสาหกรรมด้วย ในการตัดสินใจทำธุรกิจหรือการลงทุน

รายละเอียดของ GDP ประเทศไทย

www.nesdb.go.th




ระบบในทางเศรษฐกิจ

ระบบในทางเศรษฐกิจ

เศรษฐกิจก็เปรียบเสมือนร่างกายมนุษย์ ที่ประกอบด้วยส่วนประกอบย่อยต่างๆมากมาย ส่วนประกอบย่อยนั้นถูกเรียกว่า "หน่วยทางเศรษฐกิจ" ซึ่งหน่วยทางเศรษฐกิจนี้จำเป็นที่จะต้องมีประสิทธิภาพในตัวมันเอง และยังต้องทำงานสอดคล้องประสานกันอย่างดีด้วย เศรษฐกิจในภาพรวม จึงจะดำเนินไปได้ด้วยดี

ระบบเศรษฐกิจนั้น แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆได้แก่

1.กลุ่มทรัพยากรการผลิต
2.กลุ่มการเงิน
3.กลุ่มบริโภค
4.กลุ่มผู้ผลิต (สินค้าและบริการ)

วัฏจักรทางเศรษฐกิจจะเริ่มจาก ความต้องการของผู้บริโภค ทำให้ผู้ผลิต ผลิตสินค้าออกมาจากกลุ่มทรัพยากรที่มีอยู่ โดยมีภาคการเงินเป็นทั้งตัวกลาง และผู้สนับสนุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งหมดนี้เพื่อให้ความต้องการของผู้บริโภค ได้รับการตอบสนอง

ผู้เล่นทั้งสี่คนจะทำการพบปะแลกเปลี่ยนกันใน "ตลาด" เช่น ตลาดวัตถุดิบ ตลาดการเงิน ตลาดของสินค้า ตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ

การมีระบบตลาดที่มีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยให้เกิดการประสานงานทางเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

เศรษฐกิจมักจะถูกนับในเชิงปริมาณมากกว่าในเชิงคุณภาพ สาเหตุเพราะสามารถทำได้ง่ายกว่า และสามารถสร้างแบบจำลองทางเศรษฐกิจได้ง่ายกว่า แต่บ่อยครั้งเรามักจะพบว่าปริมาณกับคุณภาพมักจะไม่ไปด้วยกัน และความต้องการของผู้บริโภคในหน่วยย่อย ยังไม่ได้รับการตอบสนองอย่างแท้จริง

ในการตัดสินใจทางธุรกิจ เราไม่ควรจะยึดโยงกับตัวเลขทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่ควรจะยึดกลุ่มลูกค้าหรือผู้บริโภคเป้าหมาย ซึ่งเป็นผู้ชี้ขาดที่แท้จริงต่อการผลิตสินค้าและบริการ

การลงทุนก็เช่นเดียวกัน

ความรู้เบื้องต้นสำหรับการลงทุนในทองคำ

ความรู้เบื้องต้นสำหรับการลงทุนในทองคำ
ทองคำเป็นโลหะที่มนุษย์ให้ราคาสูงกว่าแร่ธาตุอื่นๆมาตั้งแต่สมัยโบราณ อาจจะเป็นเพราะความหายาก ความสวยงาม การที่ไม่เปลี่ยนคุณสมบัติตามเวลา สามารถขึ้นรูปได้หลากหลายรูปแบบ ฯลฯ
เงินตรา (Currency) นั้น มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะไปตามแต่ละยุคสมัย แต่ทองคำ ยังมีสถานะเดิมอยู่ในอารยธรรมของมนุษย์ ในฐานะโลหะมีค่า ที่สามารถให้ความสวยงาม คงทน และยังสามารถใช้แสดงฐานะทางสังคม ฯลฯ
เนื่องจากทองคำมีลักษณะการด้อยค่าตามเวลา (depreciation) ที่ต่ำมาก มันจึงเหมาะที่จะถือไว้เป็นจำนวนมากในช่วงที่สินทรัพย์อื่นๆ เช่นหุ้น ที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ มีราคาลดลงแรง (depreciation) ในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ
แต่ข้อดีอันนี้ ก็คือข้อเสียของทองคำเช่นกัน คือมันเพิ่มค่าในตัวมันเองได้น้อยมาก ทองคำนั้นไม่แบ่งตัว ไม่ออกลูก ไม่ปันผล ไม่จ้างงาน ไม่ได้ค่าเช่า ฯลฯ
สมมุติว่าเรามีสิ่งที่มีค่าเพิ่มขึ้น แต่เราคิดว่ามันน่าจะเพิ่มขึ้นชั่วคราว เช่น สินค้าที่ขายอยู่อาจจะหมดความนิยมในอนาคต เราอาจจะแบ่งความมั่งคั่งส่วนหนึ่งของเรามาถือสินทรัพย์ที่ไม่ด้อยค่าลงพร้อมๆกัน (เช่นทองคำ) ไว้บ้าง จะได้มีทุน สำหรับการเริ่มต้นธุรกิจหรือชีวิตใหม่
ทองคำยังมีข้อดีอีกอย่าง คือมันเคลื่อนย้ายได้ ในเวลาที่บ้านเมืองไม่ปลอดภัย อำนาจรัฐหรือข้าศึก สามารถยึดที่ดินหรือธุรกิจคืนไปได้ แต่เราสามารถซุกซ่อนทอง หรือเคลื่อนย้ายทองเอาไปได้
ในการบริหารความมั่งคั่ง หุ้นหรือธุรกิจนั้นเปรียบเหมือนดาบ ในขณะที่ทองคำ เปรียบเหมือนโล่ ทหารที่ถือโล่อย่างเดียวก็ดูจะแปลกๆ ถ้าไม่มีโล่เลยก็อาจจะอันตรายเกินไป แต่จะใช้อาวุธหรือกลยุทธ์แบบใดนั้น ไม่มีผิดถูกตายตัว เหมือนกับเกมการสงคราม ที่ต้องชิงไหวชิงพริบ เราต้องสามารถเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์กันได้ตลอดเวลา
ที่ดินเปล่ากำลังจะถูกเก็บภาษี เช่นเดียวกับการฝากเงิน ทองคำอาจจะกลายเป็นตัวเลือกหนึ่งที่น่าสนใจให้กับคนที่ต้องการ "โล่" ให้กับทรัพย์สินที่ตนเองมี
อสังหานั้นขายไม่ออกและราคาตกเวลาเศรษฐกิจตกต่ำ แบงค์ไม่ปล่อยกู้ คำว่าซื้ออสังหาแล้วไม่ขาดทุนนั้น ไม่จริงเสมอไป
"ทองคำ" เป็นโล่ที่สมบูรณ์แบบกว่าครับ

วันศุกร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2559

ใครจะรับภาระนี้ไป



ท่านผู้อ่านหลายคนน่าจะรู้จัก ไมเคิล อี พอร์เตอร์ (Michael E. Porter) ผู้นำเสนอแนวคิดเรื่อง 5 Force Model ทางธุรกิจ 

ในการที่จะเป็นนักลงทุนให้ประสบความสำเร็จ เราควรเน้นย้ำในเรื่องการลงทุนแบบโฟกัส และลงทุนด้วยเงินลงทุนที่มาก ถือหุ้นด้วยเงินทุนส่วนใหญ่ตลอดเวลา ซื้อมาในราคาที่เหมาะสม และถือครองบริษัทหนึ่งๆไปจนกว่ามันจะไม่เป็นบริษัทที่น่าลงทุนอีกต่อไป

คำว่าเป็นบริษัทนี้ เป็นบริษัทที่น่าลงทุนและไม่น่าลงทุนนั้น เป็นคำที่ขึ้นอยู่กับความคิดเห็นของผู้พูดคนนั้นๆเป็นอย่างมาก เป็นคำที่เราไม่ควรใช้ คำที่ผมแนะนำให้ทุกท่านใช้แทนในการสื่อสารถึงหุ้นที่ดีหรือน่าลงทุนนั้นคือคำว่า "การได้เปรียบในทางธุรกิจในเชิงผลกำไร" (Economic advantage) ว่าบริษัทที่เราจะนำเงินไปลงทุนนั้นมี Economic advantage หรือไม่

เช่นถ้าจะถามว่า "การบินไทย" เป็นหุ้นที่ดีหรือไม่ดี อย่าถามเช่นนี้ เป็นคำถามที่ไม่ดี ให้ถามว่า การบินไทยเป็นบริษัทที่มีความได้เปรียบทางธุรกิจในเชิงผลกำไรหรือไม่ หรือการบินไทยมี Economic advantage หรือไม่ จะช่วยให้เข้าใจตรงกันได้มากขึ้น พัฒนาไปทั้งคนถามและคนถูกถาม

ความได้เปรียบในทางธุรกิจมีหลายรูปแบบ แต่ในฐานะนักลงทุน เราควรสนใจในส่วนความสามารถในการทำกำไรให้มากกว่าอย่างอืน "ความสามารถในการทำกำไร" และ "ในระยะยาว" เป็นสิ่งเดียวที่นักลงทุนจะได้ผลลัพธ์กลับคืนมาในฐานะผู้ถือหุ้นของบริษัทนั้น

ยังไม่ตอบเรื่องของการบินไทยก่อนนะครับ ขอพูดเรื่องความสามารถในการทำกำไรต่อ

ความสามารถในการทำกำไร คือความสามารถในการสร้างยอดขาย และอัตรากำไรสุทธิไปพร้อมๆกัน (เสมอ) (ท่องไว้เลยครับ)

ตัวอย่างแรก บริษัททางด่วนแห่งหนึ่ง ได้ปรับค่าทางด่วนเพิ่มขึ้นตามสัญญา ปรากฏว่าลูกค้ายังคงใช้บริการเพิ่มขึ้น เนื่องจากทางธรรมดารถติดมาก

ตัวอย่างที่สอง บริษัทเบียร์แห่งหนึ่ง ปรับราคาจากกระป๋องละ 25 เป็น 30 บาท ปรากฏว่า ลูกค้ายังคงดื่มกันเหมือนเดิม เพราะให้ไปกินเหล้าขาวแทนคงไม่ไหว

มาดูตัวอย่างที่ไม่ทำกำไรบ้าง

ตัวอย่างแรก บริษัทชาเขียวยี่ห้อหนึ่ง เดิมมียี่ห้อเดียวในตลาด ต่อมาผู้บริโภคมีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น การพยายามเพิ่มยอดขายของบริษัทนี้จากการทำโปรโมชั่น จึงไปพร้อมกับอัตรากำไรสุทธิที่ลดลง อย่างนี้คือความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง 

ตัวอย่างที่สอง โรงแรมแห่งหนึ่ง พยายามจะเพิ่มราคาห้องพัก แต่ผลที่ตามมาคือ การอัตราเข้าพักที่ลดลง กำไรกลับลดลง นี่ก็เรียกว่าความสามารถในการทำกำไรที่ลดลง

การที่บริษัทหนึ่งจะมีความสามารถในการทำกำไรที่ดีหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้ง 5 ประการใน 5 Force Model ซึ่งประกอบไปด้วย แรงผลักดันจากลูกค้า แรงผลักดันจากผู้ขายวัตถุดิบหลักให้บริษัท แรงผลักดันจากการแข่งขันในอุตสาหกรรม

แรงผลักดัน แรงผลักดัน

บริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไร คือบริษัทที่ลูกค้ายอมจ่ายเพิ่มถ้ามีการเพิ่มราคาสินค้านั้น ผู้ขายวัตถุดิบหลักยอมมีอัตรากำไรที่ลดลงเพื่อรักษายอดขายกับบริษัทของเราไว้ ผู้เล่นรายอื่นในอุตสาหกรรมเดียวกันถูกจำกัดไม่ให้เข้ามาแข่งขันด้วยปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง 

การวิเคราะห์ 5 Force model ต้องให้เวลา ข้อมูลครบถ้วนลึกซึ้ง รอบคอบ ปีนึงหาเจอแค่หนึ่งหรือสองบริษัทก็พอ

เวลาเราพิจารณาว่าจะทำการลงทุนในบริษัทใดหรือไม่ ก็ให้เริ่มจากหมวดอุตสาหกรรมที่เราสนใจก่อน เช่นหมวดโรงแรม ก็ให้ไปทำความเข้าใจก่อนว่าโรงแรมมีกี่ประเภทอะไรบ้าง การบริหารค่าห้อง การแข่งขัน ความแตกต่างของแต่ละโรงแรม....

เป็นนักลงทุนต้องรู้ลึกในอุตสาหกรรมที่เราจะลงทุน อย่ารู้กว้างแต่มั่ว จะเป็นนักขาดทุน ให้เริ่มจากอุตสาหกรรมที่คุณคิดว่าคุณพอจะรู้เรื่องมากกว่าคนอื่นได้ง่ายก่อน ถ้าคุณเข้าใจอุตสาหกรรมนั้นน้อยกว่าคนอื่น คุณก็ต้องพึ่งพาโชคเป็นอย่างมากแทน


เมื่อรู้ลึกแล้ว ก็ทำการวิเคราะห์ปัจจัยทั้ง 5 ประการที่กล่าวมาในปัจจุบัน และการที่จะรักษามันไว้ได้ในอนาคตครับ

เคล็ดลับทำการลงทุนให้อร่อย


วันนี้เรามาเรียนเรื่องการลงทุนแบบเบาๆกันดีกว่า 

บทเรียนในวันนี้คือ "เคล็ดลับการทำการลงทุนให้อร่อย"

การทำการลงทุนให้อร่อยนั้น มีความคล้ายกับการลงมือทำอาหาร เรามาดูกันว่า สูตรเด็ด หรือเคล็ดลับ ในการทำอาหารและการลงทุนให้อร่อยนั้นมีอย่างไรบ้าง

80% ของความอร่อยของอาหารนั้นมาจาก "วัตถุดิบ"

ถ้าวัตถุดิบอร่อยและคุณภาพดีมาก เราแทบจะไม่จะไม่ต้องปรุงหรือแต่งรสชาติใดๆเลย แค่หั่นเป็นชิ้นพอดีคำ จัดลงจาน ก็เสริฟได้ แพงกว่าเอาไปปรุงเสียอีก

การลงทุนในหุ้นเกรดเอนั้น เราแทบไม่ต้องทำไรมาก 

ไปตลาด ซื้อ เอาเข้าตู้เย็น ค่อยๆเอาออกมากินเวลาหิว

ความยากของการลงทุนในหุ้นเกรดเอคือ ราคาหุ้นจะแพงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดเสมอ ดังนั้น วันเวลาที่จะไปจ่ายตลาดจึงสำคัญ เราควรไปซื้อในช่วงที่มีเทศกาล "ลดราคา" อย่าไปซื้อตอนหน้า "ไฮซีซั่น" เด็ดขาด

ในหน้าโลว์ ไม่หนาวไปก็ฝนตก คนเลยไม่ออกมาแย่งเราซื้อ ดังนั้น อย่ากระบิดกระบวยในเวลายากลำบากเหล่านี้ รีบแต่งตัวออกจากบ้าน อย่ารอให้ฝนหยุด อากาศดี ไม่มีทางที่แม่ค้าจะยอมลดราคากับหุ้นเกรดเอ

ถ้าวัตถุดิบเป็นเกรดรองลงมา การปรุงและการแต่งรสชาติจะมีความสำคัญมากขึ้น 

ถ้าเราไปจ่ายตลาดได้ดี เลือกวัตถุดิบเก่ง ราคาเหมาะสม ชีวิตก็สบายไป 80% แต่ถ้าเลือกมาผิด หรือตั้งใจเลือกบริษัทเกรดรองลงมา คุณจะต้องมีทักษะการปรุงอาหารเพิ่มเติม

การปรุงอาหาร คือการเลือกว่าจะให้ความร้อนกับอาหารโดยวิธีใด และเป็นเวลานานเท่าใด

พูดง่ายๆคือ จะเลือกตัวเร่งปฏิกิริยา แบบใด และต้องใช้เวลารอเท่าใด

การปรุงอาหารนั้นยาก และต้องอาศัยประสบการณ์สูง เราจะต้องมองออกตั้งแต่แรกว่า เราจะเอาเนื้อเกรดบีนี้มาทำอะไร เราปรุงให้อร่อยได้มั้ย 

เราต้องมองออกให้ทะลุไปจนไปเป็นอาหารตั้งแต่ก่อนซื้อ ไม่ใช่ซื้อตามแรงเชียร์ของพ่อค้าแม่ค้า กะว่า เอามาตั้งไว้ที่บ้าน แล้วเดี๋ยวเมียจะเอาไปทำให้อร่อยเอง พอเมียทำให้ไม่อร่อยก็โทษเมียอีก ไม่ยอมโทษตัวเองที่หยิบอะไรก็ไม่รู้มา

เพราะหุ้นเกรดบีนั้น ไม่อร่อยด้วยตัวมันเอง จำเป็นต้องมีสภาวะที่เหมาะสมเท่านั้น

การปรุงนั้นนอกจากความร้อนแล้ว เราต้องกำหนดเวลาว่าจะปิดฝาไปนานเท่าใดจึงจะสุก 

คนทำครัวที่ไม่ชำนาญจะดูออกกันตรงนี้ คือชอบเปิดฝาดูบ่อยๆว่ามันสุกดีแล้วหรือไม่ กลัวทั้งดิบ กลัวทั้งไหม้ เพราะยังไม่มีประสบการณ์ เหมือนนักลงทุนมือใหม่ เฝ้าดูพอร์ทลุ้นกันทุกวัน บางทีก็รีบยกลง บางทีก็สุกไหม้ เพราะไม่ได้วางแผนไว้ทุกอย่าง หรือมั่นใจในตัวเองในการวิเคราะห์ไปตั้งแต่ตอนซื้อ 

หุ้นบางตัวสามเดือนสุก หกเดือนสุก หนึ่งปีสุก ต้มอย่างไรก็ไม่สุก (เน่าแล้ว) หรือเป็นแบบต้มซุป ยิ่งเปื่อยยิ่งดี อันนี้ก็ต้องมองให้ออกกันตั้งแต่แรก และก็ต้องมียืดหยุ่นกันบ้าง ตามสถานการณ์

เรื่องการทำอย่างไรให้พอดีนั้น การเปิดหนังสือสอนการทำอาหารไม่สามารถบอกได้ ต้องนำมาปรับชิมด้วยตนเอง จนได้สูตรคงที่ การลงทุนก็ไม่สามารถอ่านหนังสือจบแล้วทำได้เลย ต้องลองลงมือทำและชิมดู

ครั้งแรกๆก็อย่าเอาที่มันยากมาก ไข่ต้ม ไข่เจียว ไข่ดาวได้ก็พอ สามสี่ปีต่อมาแล้วค่อย Advance ทำไข่ยางมะตูม ทาร์ตไข่ พุดดิ้ง

การลงทุนให้อร่อยนั้น เคล็ดลับอยู่ที่วัตถุดิบ การปรุง และสุดท้าย การแต่งรสชาติ

ของอร่อยนั้นมีสี่แบบ เราว่าอร่อยเขาก็ว่าอร่อย เราว่าอร่อยแต่เขาว่าไม่อร่อย เราว่าไม่อร่อยแต่เขว่าอร่อย และเราว่าไม่อร่อยเขาก็ว่าไม่อร่อย 

ตอนซื้อนั้นไม่สำคัญ เพราะเป็นเรื่องของเรา จะซื้อหุ้นอะไร กี่หุ้น ราคาเท่าไหร่ เราเลือกได้

แต่เวลาขาย เราต้องดูให้เหมาะกับความนิยมในช่วงนั้น ให้คนซื้ออร่อยด้วย ไม่ใช่เราอร่อยอยู่คนเดียว 

ใครจะมาจ่ายตังให้ล่ะ ถ้าแม่ค้าอร่อยอยู่คนเดียว จริงมะ

มีช่วงหนึ่ง คนชอบหุ้นพลังงานมาก บอกว่าน้ำมันกำลังจะหมดโลกแล้ว.... เราก็จัดหุ้นพลังงานให้เขาไป

ช่วงหนึ่ง คนชอบหุ้นค้าปลีกมาก บอกว่าเศรษฐกิจในประเทศไม่กระทบแน่.... เราก็จัดหุ้นค้าปลีกให้เขาไป

ช่วงนี้ คนชอบหุ้นพลังงานทดแทนมากกก (จะทดแทนอะไรกันนักหนา พลังงานหลักมันยังตั้งกองอยู่เลย).... เราก็จัดหุ้นพลังงานทดแทน

ให้เขาปายยยย

ที่ผ่านมา คนชอบหุ้นเล็กกันมากกก ไม่ต้องกลัวฝรั่งทิ้ง.... เราก็จัดหุ้นเล็กให้เขาปายยย

หน้าร้อนก็ซื้อร่มไว้ขายหน้าฝน หน้าฝนก็ซื้อเสื้อหนาวไว้ขายหน้าหนาว

เซียนก็คือคนที่มองออกว่า อะไรกำลังจะมา 

ฝน ร้อน หรือหนาว แล้วเตรียมตัวไว้

ส่วนเม่า พอฝนมาถึงได้รู้ว่าจะต้องออกไปซื้อร่มมาใช้ แล้วก็บ่น "ไม่เห็นมีใครเตือนเลย"

จากประสบการณ์ พวกเซียนเขาพอจะทราบว่าอะไรกำลังมา แต่เมื่อบอกเม่ารอบข้าง เขาดูท้องฟ้าแล้วบอกว่าฟ้ายังสว่างอยู่เลย

ใครก็รู้ว่าตอนนี้ฟ้าสว่าง คุณไม่ได้ตังค์จากความสามารถนี้หรอกนะ

ฟ้าสว่างแล้ว อะไรจะตามมา คุณน่าจะได้ตังค์จากอะไรคำถามอะไรอย่างนี้มากกว่า

ดังนั้น การมองให้ทะลุ ข้ามช้อต จึงเป็นความสามารถทำเงิน และทำอย่างไร "เม่าก็ทำไม่ได้" ไม่ว่า 1ปี 5ปี หรือ 10ปี

การเป็นนักลงทุนก็เหมือนการทำครัว

"ไม่ใช่ทุกคนจะเกิดมาทำอาหารได้อร่อย"

ดังนั้นเราควรทำสิ่งที่เราทำได้ดีที่สุดให้ดี ไม่ใช่ว่าทุกคนจะต้องมาเป็นนักลงทุน หรือนานๆไปเดี๋ยวก็เก่งเอง

กระบวนการตั้งแต่จ่ายตลาด หั่นปรุง แต่งรสชาติ ใช้ได้กับทุกงาน ในทุกอาชีพ

แต่ถ้าใครรู้ว่า แววเซียนมันเริ่มมาสถิตร่างแล้ว (ช่วงนี้เซียนเยอะมว้ากกกก)


ขอให้โชคดีครับเซียน 

จัดไปเด็มที่กันได้เลยครับ

งานกับเงิน


ปัจจุบันนี้มีคนตั้งข้อสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆว่า คนที่ได้ปริญญาจบด้อกเตอร์ เรียนมาตั้งนานแต่กลับได้เงินเดือนรวยน้อยกว่าคนจบ .ปลายที่ทำธุรกิจบางคนซะอีก

โลกเรามีอะไร ผิดปกติเหรอ? อย่าเรียนมันซะเลยดีมะ

ปัญหาในข้อนี้ที่เกิดขึ้นเพราะโรงเรียนไม่ได้สอนเราเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง "งานกับเงิน" และคนส่วนใหญ่เชื่อว่า งานคือเงิน

"คนเราควรทำงาน เพื่อผลงาน" ไม่ใช่ทำงาน เพื่อเงิน ถ้าจะทำเงินแล้วละก็ อย่ายืดติดอยู่กับงาน ให้มุ่งไปที่การทำ "เงิน" เลยดีกว่า

งานบางงาน ผลงาน = เงิน ก็เป็นงานที่น่าทำ แต่เราต้องแน่ใจว่า เราเก่งจริง งานเราดี "ต่อผู้อื่น" จริง เขาก็จะจ่ายเราเท่ากับผลงาน นี่คืองานส่วนใหญ่

งานบางงาน ผลงานมาก ได้เงินน้อย

งานเหล่านี้อาจจะไม่ได้ผลตอบแทนในด้านการเงินเพียงอย่างเดียวก็ได้ คิดดูดีๆ เราเพียงแต่ต้องเพิ่มช่องทางการหารายได้อื่นเสริม

สุดท้าย งานบางงาน ทำน้อย ได้เงินเยอะ

งานประเภทนี้ ส่วนสำคัญมักอยู่ที่หลังฉาก หน้าฉาก คนเลยเห็นว่าไม่ต้องทำอะไร และที่สำคัญคือ "มักมีที่ว่างจำกัด"

หลายคนคิดว่า ความรู้ ตำรา และความฉลาดที่ตนเองมีอยู่ในงานและปริญญาสูงๆ จะสามารถใช้ผลิตความสำเร็จได้ในงานทุกสิ่ง

สิ่งนั้นอาจเป็นจริงในโลกอื่นๆ 

แต่ในโลกของการลงทุน นี่เป็นปัจจัยของความสำเร็จที่มาจากความรู้มีเพียง 40% ไม่เช่นนั้น คนเรียนบัญชี หรือ เศรษฐศาสตร์ คงรวยที่สุด

ไม่ใช่ว่าไม่ต้องมีความรู้ ก็ลงทุนได้ แต่คือ "ความรู้อย่างเดียว ไม่เพียงพอ" กับงานการลงทุน

ศัตรูสำคัญของความจริง คือ ความกลัว และ ความโลภ

ศัตรูสำคัญของผู้รู้ก็คือ ความกลัว และ ความโลภ

ศัตรูที่สำคัญของนักลงทุนก็คือ ความกลัว และ ความโลภ เช่นกัน

ที่ไหนมีความกลัว ที่นั่นไม่มีความจริง เพราะความกลัว จะเปิดระบบการคิดแบบเอาตัวรอด เปิดความคิดหาทางหนี เปิดความคิดที่จะขายหุ้นไปให้พ้น ตลอดเวลา

ที่ไหนมีความโลภทความโลภก็จะบังตา ไม่เห็นโทษภัยที่กำลังจะมาในเวลาข้างหน้า

ถึงฉลาดมาแค่ไหน งานเนี้ยบอย่างไร ก็จบ 

นั่นเป็นที่มาของความรู้มีสำคัญเพียง 40%แรก

ศัตรูตัวสำคัญของท่านไม่ใช่ใคร ไม่ใช่คณิตศาสตร์ชั้นสูง หรือนักเศรษฐศาสตร์ที่แสนเก่งที่ไหน แต่เป็น "อารมณ์" ที่ถูกฝังไว้ส่วนฐานสมองชั้นล่างของมนุษย์ ลึกลงไปกว่าส่วนที่ใช้เหตุผล

คนส่วนใหญ่นั้นใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดกลัว และความโลภ  หลับไปพร้อมกับความกลัว และความโลภนั้นเช่นกัน

มีเพียงคนจำนวนน้อยเท่านั้นที่เก่งจนสามารถใช้ความกลัวและความโลภของคนมาเป็นเครื่องมือ ให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองได้

คนที่ใช้ความกลัวและความโลภนำพาชีวิต จะต้องวนเวียนหนีไปอยู่อย่างนี้ ไม่มีทางจะลงทุนได้อย่างมีความสุขได้นานๆ เป็นทาสคนที่ใช้ประโยชน์จากความกลัวและความโลภของคนตลอดเวลา

ถ้าจะถามตรงๆไปเลยว่า แล้วทำอย่างไรจึงจะมีชีวิต หรือการลงทุน ที่จะไม่ถูกนำพาไปด้วยอารมณ์ในแง่ลบได้

คำตอบคือ....

ท่านต้องหมั่นคอยสังเกตอารมณ์ของตนเองอยู่เสมอ และรู้เท่าทันอารมณ์ของตัวเองในขณะนั้น


งานกับเงินนั้น อาจจะไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นตัวเงินในทุกครั้งไป

งานสังเกตใจ 

ก็เป็นงานของนักลงทุนอย่างหนึ่งครับ

ลงทุนอย่างนักปีนเขา



ความเข้าใจพื้นฐานหากต้องการที่จะร่ำรวย คือการใช้ชีวิตอยู่กับสมการ

ความมั่งคั่ง = ทำงาน + เก็บออม + ลงทุน

ในตอนแรกๆ แน่นอน ในการสร้างชีวิต ฐานะ และครอบครัว มันย่อมจะต้องเป็นเช่นนั้น 

ไม่มีใครที่จะไปถึงยอดเขา โดยไม่เริ่มจากตีนเขา กลางเขา จนไปถึงยอดเขา

การทำงาน เก็บออม และลงทุน จึงเป็นรากฐานเบื้องต้นของความร่ำรวย ที่จะต่อยอดจากตัวฐานอันนี้ขึ้นไป

หากเราลองมองดูชีวิตของตนเอง และของผู้อื่นรอบๆตัวเรา เราก็จะพบความจริงที่ว่าชีวิตของคนเรานั้นเริ่มต้นในจุดที่ต่างกัน ไม่มีใคร "เลือกเกิดได้” 

จุดเริ่มต้นในการปีนเขา หรือการเริ่มของชีวิตเราในแต่ละคนนั้นจึง "ไม่เหมือนกัน"

แต่ที่เหมือนกันคือ "ยิ่งภูเขานั้นปีนยาก" หากทำสำเร็จ "เราก็จะยิ่งภาคภูมิใจ

เหมือนยอดเขา "ยิ่งยาก คนก็ยิ่งอยากปีน ยิ่งปีนสำเร็จก็จะยิ่งภาคภูมิใจ" ว่างั้นเถอะ...

หลายคนอาจจะเคยรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มีเพียบพร้อม

ปัญหาเรื่องการเงิน เรื่องการงาน เรื่องความสัมพันธ์ของคนที่บ้าน และสุขภาพของแต่ละคน แต่ละครอบครัว

ถ้าชีวิตคุณตั้งต้นปีนเขามาจากที่ๆห่างไกลมาก ในวันหนึ่งเมื่อคุณประสบความสำเร็จ ยืนอยู่บนยอดเขาแล้ว มันย่อมจะกลายเป็นตำนาน แน่นอน มากกว่าคนที่เช่าเฮลิคอบเตอร์พาบินขึ้นไปสู่ยอดเขา และความภาคภูมิใจเช่นนี้ จะไม่ปรากฏอยู่ในชีวิตลูกเศรษฐี หรือคนที่ใช้ทางลัด ที่เกิดมาปุ๊บ ก็ได้อยู่บนยอดเขาตั้งแต่แรก หรือคนที่รวยง่ายเกินไป

ถ้าคนที่เกิดมาพร้อมเลยทุกสิ่ง แล้วอยากได้ประสบการณ์ชีวิตบ้าง ในทางตรงข้าม เขาก็ต้องเลือกที่จะลงจากยอดเขามาอยู่ที่พื้นราบ ทำให้ชีวิตง่ายลง หรือ เลือกที่จะอยู่บนยอดเขาอย่างเดิม อย่างซังกะตาย อย่างคนหวาดกลัว แต่สบายเหมือนเดิม

คนที่รวยลัด ก็ไม่มีเนื้อหาอะไรในชีวิต ที่มาจากสมองและความสามารถของตนเองให้เขียนลงไป เขาจึงจำเป็นต้องใช้เงินซื้อเรื่องราวและสิ่งดีๆในชีวิตในชีวิต จนเงินนั้นอาจหมดไปในที่สุด เหมือนมีทุกสิ่ง แต่ท่ามกลางชีวิตที่กลวงโบ๋

ดังนั้นแม้เลือกเกิดไม่ได้ การได้เกิดเป็นลูกคนจนก็พอที่จะเห็นข้อดีอยู่บ้าง เพราะดูแล้วกราฟชีวิตนั้นคงมีแต่จะทรงๆหรือถ้าพยายามหน่อยก็ขึ้น คงจะลงอะไรไปไม่ได้มากกว่านี้แล้ว เว้นแต่ใครจะเลือกอยู่ที่ตีนเขาอย่างเดิม อย่างซังกะตายเช่นกัน ไม่ยอมลองที่จะปีนเขาขึ้นไปหาประสบการณ์ใหม่ๆดูบ้าง เปลี่ยนจากอะไรเดิมๆที่เคยชิน ไปสู่ที่ๆสูงขึ้นไป

มีความลับอย่างหนึ่งที่ทราบกันอยู่ในเฉพาะหมู่คนที่เป็นนักไต่เขา และผมคิดว่ามันเอามาใช้กับคนอีกหลายคนได้ 

"ความสำเร็จของนักปีนเขาไม่ได้อยู่แค่ที่การปีนขึ้นไปให้ถึงยอดเขา" เท่านั้น

ความสำเร็จของเขานั้นยังอยู่ที่การเลือกเส้นทางที่ใช้ และวิธีการในการปีนขึ้นไปด้วย

เพราะอย่างไรก็ถึงเหมือนกัน แต่ประสบการณ์ที่ได้นั้นจะต่างกันโม้ได้ไม่เท่ากัน

ผมเคยมีประสบการณ์เดินไป Everest base camp ในอดีต และได้เคยพูดคุยกับผู้คนที่ต้องการที่จะพิชิตยอดเขา

ทุกคนพูดเหมือนกันว่า ขอให้ได้ลอง "จะเดินไปถึงหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ

หลายคน พลาดมาสองหรือสามครั้งแล้ว แต่เขาหลงไหลในประสบการณ์การปีนเขา มากกว่าการขึ้นไปบนยอดเขา ผมทายได้เลยว่าในอนาคต เขาจะต้องทำมันสำเร็จได้อย่างแน่นอน

ส่วนคนที่เคยถึงยอดแล้ว ตรงกันข้าม เพราะไม่รู้จะทำอะไรต่อ ความท้าทายในชีวิตได้หมดลงไปแล้ว

คนที่ชอบในกระบวนการของมัน และมีความสุขในการทำมันในแต่ละวัน ยิ่งจะประสบความสำเร็จและไม่ท้อ แม้ว่ามันยังไปไม่ถึง หรืออยู่อีกไกลก็ตาม

"เพราะว่ามันยังไปไม่ถึง ชีวิตจึงยังคงมีเป้าหมาย"

หลายท่านที่เป็นนักลงทุนอาจจะรีบร้อนรวย จึงใช้เครื่องมือทางการเงิน หรือหวังใช้ทางลัดในการเพิ่มผลตอบแทน

การทำเช่นนั้น แม้ท่านจะเดินได้ถึงยอดเขาก่อนคนอื่น แต่บนยอดเขานั้นมันหนาวครับ 

"มันอยู่ได้ไม่นาน"

ลองค่อยๆเดินขึ้น ชมวิวไปพลาง พูดคุยกับคนที่เดินสวนกันไปมาพลางๆ สร้างเรื่องราวในชีวิตและมิตรภาพในด้านอื่นบ้าง

เพราะสุดท้าย ทุกคนก็ต้องกลับมานอนที่บ้าน ไม่ได้ใช้ชีวิตอยู่บนยอดเขา

ผมหวังว่าเรื่องราวของนักปีนเขาในตอนนี้ คงจะช่วยให้ทุกท่านเข้าใจถึงวิธีคิดในการประสบความสำเร็จในเรื่องต่างๆ และในการประสบความสำเร็จในฐานะนักลงทุนได้


ยังไงก็ขอให้ทุกท่านสนุกกับการปีนเขาครับ